ประกาศ

บล็อกนี้เป็นเว็บไซต์สำหรับการศึกษาหาความรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ที่มีอยู่มากมายบนโลกใบนี้

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

องค์การการค้าโลก (WTO)


   องค์การการค้าโลก  (World Trade Organization : WTO ) เป็นองค์กรที่พัฒนามาจาก GATT หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ซึ่งเป็นองค์การนานาชาติที่สังกัดอยู่ในองค์การสหประชาชาติ (UN)
   องค์การการค้าโลก ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปโดยเสรี กำจัดปัญหาและอุปสรรคทางด้านการค้า และปฏิบัติต่อประเทศสมาชิกด้วยความเป็นธรรม โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง WTO ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538

นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ

1. ให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติ คือ การที่แต่ละประเทศจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมจากประเทศสมาชิก จะต้องใช้อัตราเดียวกันหรือมีมาตรการทางการค้าที่เหมือนกัน เป็นต้น
2. ต้องไม่ใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าและส่งออกสินค้าทุกชนิด เว้นแต่ใช้เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงินหรือดูแลรักษาสุขภาพของของประชาชน เป็นต้น
3. ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าระหว่างกัน
4. ให้มีกระบวนการยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ
5. ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา

ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO)

1. การมีกฏเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศนั้น ทำให้การค้าระหว่างประเทศของโลกมีระเบียบมากขึ้น  สมาชิกจะไ่ม่สามารถกำหนดมาตราฐานสินค้าได้ตามอำเภอใจ  การกีดกันทางการค้าของโลกจึงลดลง  การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมมากขึ้น  ราคาสินค้าและบริการเป็นไปตามกลไกของตลาดโลก  สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนของไทย  ในการที่จะขยายการลงทุนและการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น
2. มีโอกาสทางการค้าและมีตลาดส่งออกมากขึ้น  เนื่องจากสมาชิกของ  WTO  มีจำนวนมากขึ้นทุกปี  โดยประเทศเหล่านี้ก็ได้ผูกพันที่จะลดภาษี  ยกเลิกหรือลดการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆลง  ทำให้ไทยมีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น  เนื่องจากมีตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น  ในขณะเดียวกันอัตราภาษีและอุปสรรคที่สินค้าออกของไทยต้องเผชิญ  มีแนวโน้มลดลงด้วย
3. มีอำนาจในการต่อรองทางการค้ามากขึ้น  ในการเจรจาสองฝ่าย  ประเทศเล็กมักจะเสียเปรียบประเทศใหญ่กว่า  เนื่องจากประเทศเล็กมักมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า  และมักถูกประเทศใหญ่กว่ากดดัน  จนต้องยอมปฏิบัติตาม  แต่ในระบบการค้าพหุภาคีสมาชิกทุกประเทศมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน
ดังนั้น  การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกของไทย  ทำให้ไทยมีอำนาจในการต่อรองทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยได้มากขึ้น  นอกจากนั้น ไทยยังสามารถรวมตัวกับประเทศหรือกลุ่มประเทศสมาชิกอื่นๆ แสดงจุดยืนร่วมกันเพื่อเพิ่มพลังต่อรองทางการค้าได้ด้วย
4. มีอำนาจในการตรวจสอบนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้ามากขึ้น  ประเทศที่พัฒนาแล้วจะถูกตรวจสอบทุก 2 ปี ประเทศกำลังพัฒนาถูกตรวจสอบทุกๆ 4 ปี และที่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดถูกตรวจสอบทุกๆ 6 ปี ดังนั้นไทยจึงมีสิทธิและมีโอกาสที่จะตรวจสอบนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าว่าสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ของ WTO และอุปสรรคต่อการส่งออกของไทยหรือไม่อย่างไร หากพบว่าไม่สอดคล้องกับกฏเกณฑ์ของWTOและกระทบต่อผลประโยชน์ของไทย ไทยก็สามารถนำขึ้นฟ้องร้องได้
5. ผู้บริโภคของไทยมีทางเลือกมากขึ้น  ประเทศไทยและประเทศสมาชิกจะต้องเปิดตลาดให้สินค้าและบริการจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น  ด้วยการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าลง จึงทำให้ผู้บริโภคของไทยมีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและราคาที่หลากหลายให้เลือกซื้อกันมากขึ้น
6. ต้นทุนการผลิตลดลง  การลดภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า  จะทำให้วัตถุดิบที่นำเข้ามีราคาลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตตลอดจนราคาสินค้าสำเร็จรูปและบริการในประเทศมีราคาลดลง ในแง่ของสินค้าการเกษตรประเทศคู่แข่งของไทยนอกจากจะเปิดตลาดให้แก่สินค้าเกษตรมากขึ้นแล้ว  ยังจะต้องลดการให้เงินอุดหนุนเกษตรกรภายในประเทศ  และลดการให้เงินอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรลง  ซึ่งจะทำให้ไทยมีความได้เปรียบในแง่ของการแข่งขัน  เนื่องจากไทยมีต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาสูงกว่า
7. มีการจ้างงานมากขึ้น  การส่งออกที่มากขึ้นจะช่วยนำรายได้เข้าประเทศมากขึ้น  เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้มีการลงทุนและการผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่ม ขึ้น  การจ้างงานก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผลกระทบที่ไทยได้รับจากการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO)

1. รายได้ของรัฐจากภาษีศุลกากรขาเข้าลดลง เพราะประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก ที่จะต้องลดหย่อนอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศสมาชิกต่างๆ
2. สินค้าอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ จะเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย เนื่องมาจากอุตสาหกรรมในประเทศไทยหลายรายการยังไม่มีความเข้มแข็งพอ ประกอบกับอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งในด้านคุณภาพและราคา

องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปัจจุบัน


 
   การรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญ ในปัจจุบัน คือ
1. องค์การการค้าโลก (WTO)
2. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
3. ธนาคารโลก (IBRD)
4. ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB)
5. สหภาพยุโรป (EU)
6. โอเปก (OPEC)
7. เอเปก (APEC)
8. สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)
9. เขตการค้าเสรีอเมริการเหนือ (NAFTA)
10. การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)
11. สมาคมการค้าเสรีแห่งละตินอเมริกา (LAFTA)
12. ประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกา (AEC)
การรวมกลุ่มระดับอนุภูมิภาคที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม
 - เขตเศรษฐกิจสามฝ่าย (อินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย)
 - โครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ
 - ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ
องค์กรทางเศรษฐกิจ

สาเหตุของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

   การรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้เกิดขึ้นมากมายในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
    ประเทศในภูมิภาคต่างๆ มักมีการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจในรูปแบบการรวมกลุ่มเป็นองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งด้านการค้า การลงทุน หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ตลอดจนการสร้างองค์กรให้มีอำนาจต่อรองที่เข้มแข็ง เพื่อให้ได้เปรียบประเทศนอกกลุ่มหรือชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
2. การแข่งขัน
   การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่มีสินค้าส่งออกชนิดเดียวกันหรือระหว่างประเทศเกษตรกรรมกับประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรต่างๆ จะมีมูลค่าของสินค้าน้อยกว่าและมักจะเสียเปรียบ ทำให้ขาดดุลการค้าเกือบทุกปี ดังนั้น จึงต้องมีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้ากับประเทศคู่ค้า และสามารถแข่งขันกับประเทศนอกกลุ่มที่เข้มแข็งกว่าได้
3. ความขัดแย้ง
   โดยสาเหตุของความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมี ๒ ประการ อันได้แก่ 
 - การมีทรัพยากรที่จำกัด โดยเฉพาะที่เป็นแหล่งน้ำ แร่ธาตุต่างๆ หรือการประมงทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้ง จึงมีการปะทะกันตามแนวชายเเดนเพื่อแย่งชิงทรัพยากรระหว่างกัน
 - ความขัดแย้งทางผลประโยชน์การค้า ดังกรณีที่มีประเทศหนึ่งมีสิทธิทางการค้ามากกว่าอีกประเทศหนึ่ง เช่น มีภาษีนำเข้าสินค้าที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งกันได้ อย่างกรณีไทยกับสหภาพยุโรป(EU) เมื่อปี พ.ศ.2544 จึงได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมองค์การการค้าโลก (WTO)
4. การประสานผลประโยชน์
   เป็นการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย เป็นการร่วมมือเพื่อรักษาและปกป้องผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน จึงทำให้เกิดการทำสัญญาข้อตกลง เพื่อร่วมมือและแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ระงับความขัดแย้งที่เกิดจากการแข่งขันทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการประสานผลประโยชน์ ที่จะทำให้ประเทศสมาชิกได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน
5. การกีดกันทางการค้า
   เป็นการกีดกันมิให้สินค้าจากประเทศอื่นๆ เข้ามาแข่งขันกับสินค้า ที่ผลิตขึ้นในประเทศ นั่นก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิตภายในประเทศ ทำให้ส่งเสริมการจ้างงานให้คนในประเทศมีงานทำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดุลการค้า และเพื่อป้องกันมิให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด โดยจะมีวิธีการ คือ การตั้งกำแพงภาษี การเก็บภาษีหลายอัตราหรือการกำหนดข้อจำกัดทางการค้า เป็นต้น